สมองทำงานอย่างไร? ไขความลับระบบสุดซับซ้อน

สมองทำงานอย่างไร? ไขความลับระบบสุดซับซ้อน

สมอง (Brain) เป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อความอยู่รอด สมองของมนุษย์จัดว่าเป็นระบบที่ซับซ้อนที่สุดในบรรดาสมองของสัตว์ทุกชนิด! ที่แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถอธิบายการทำงานของสมองได้ 100% เนื่องจากมันถูกแบ่งแยกย่อยเป็นหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ทำหน้าที่ตอบสนองแตกต่างกัน ทว่าสอดประสานกันเป็นวงจร

การทำงานของสมอง

สมองประกอบด้วยเซลล์จำนวนนับแสนล้านเซลล์ ซึ่งแต่ละเซลล์จะมีแขนงที่เชื่อมต่อกันกลายเป็นร่างแหขนาดใหญ่และซับซ้อน เมื่อมีการรับข้อมูลหรือสิ่งกระตุ้นจากภายนอก เซลล์สมองจะส่งข้อมูลเป็นกระแสไฟฟ้าผ่านทางจุดส่งกระแสประสาทของเซลล์ ซึ่งเรียกว่า ปลายแอกซอน (axon) ไปยังจุดรับกระแสประสาทของเซลล์ข้างเคียง ที่เรียกว่า ปลายเดนไดรท์ (dendrite) จุดที่เชื่อมต่อระหว่างแอกซอนและเดนไดรท์ เรียกว่า ซีนแนปส์ (synapse) ซึ่งเป็นจุดที่จะเปลี่ยนสัญญาณกระแสไฟฟ้าให้เป็นสารเคมี หรือสารสื่อประสาท ส่งผลให้ร่างกายเรารับรู้ข้อมูล เช่น ความรู้สึกทางกาย การเห็นภาพ การได้กลิ่น และทำให้เกิดการตอบสนองหรือการสั่งการต่อไป สมองของเราเป็นอวัยวะที่ยืดหยุ่น เครือข่ายการเชื่อมโยงของเซลล์สมองจึงมีการเพิ่มขึ้น ซับซ้อนขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ ตามการเรียนรู้และประสบการณ์ที่เราได้รับ ซึ่งทำให้มนุษย์เราสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา และยิ่งการเชื่อมโยงของเซลล์สมองซับซ้อนมากเท่าไหร่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหายากๆ หรือที่เรียกว่า “ความฉลาด” ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ส่วนต่างๆ ของสมอง
อย่างที่ทราบกันแล้วว่าสมองแบ่งออกเป็นหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ทำหน้าที่รับรู้และตอบสนองแตกต่างกัน โดยเราสามารถแบ่งส่วนของสมองได้คร่าวๆ เป็น สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และ สมองส่วนท้าย
สมองส่วนหน้า (Forebrain) 
หรือเรียกอีกอย่างว่า สมองส่วนหน้าผาก เป็นส่วนที่ขนาดใหญ่ที่สุด และมีรอยหยักจำนวนมาก สามารถแบ่งแยกย่อยได้อีกหลายส่วน ยกตัวอย่างส่วนที่สำคัญ ได้แก่
• ซีรีบรัม (Cerebrum) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลและการเรียนรู้ เช่น การมองเห็น การพูด การคิด ซึ่งสมองส่วนซีรีบรัมแบ่งได้เป็น 2 ซีก คือ ซีกซ้าย และซีกขวา อย่างที่เราคุ้นเคยกัน สมองซีกซ้ายมีบทบาทในด้านความเข้าใจ ภาษา ความจำ การให้เหตุผล ส่วนสมองซีกขวามีบทบาทเกี่ยวข้องกับการมองภาพรวม การใช้ความรู้สึก จินตนาการ สีและรูปภาพ นอกจากนี้ สมองแต่ละซีกยังแบ่งย่อยเป็น 4 กลีบ ได้แก่

  • กลีบหน้า (Frontal lobe) ควบคุมการเคลื่อนไหว ความคิด ความจำ สติปัญญา
  • กลีบขมับ (Temporal lobe) ควบคุมการได้ยิน และการดมกลิ่น
  • กลีบข้าง (Parietal lobe) ควบคุมการพูด การรับรส และความรู้สึกจากการสัมผัส
  • กลีบท้ายทอย (Occipital lobe) ควบคุมการมองเห็น
  • ออลแฟกทอรีบรัม (olfactory bulb) เป็นส่วนที่อยู่หน้าสุดและทำหน้าที่เกี่ยวกับการดมกลิ่น ซึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สมองส่วนนี้จะมีขนาดเล็กและไม่เจริญมากนัก
  • ทาลามัส (Thalamus) เป็นจุดศูนย์กลางในการถ่ายทอดกระแสประสาทไปยังสมองส่วนต่างๆ รวมถึงเป็นจุดรับรู้และตอบสนองต่อความรู้สึกเจ็บปวดด้วย
  • ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ผลิตฮอร์โมน เป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ เกี่ยวข้องกับการปรับสมดุล น้ำ-แร่ธาตุ ในเลือด การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ความรู้สึกหิว-อิ่ม การนอนหลับและการตื่น
    สมองส่วนกลาง (Midbrain)
    เป็นส่วนที่รับส่งกระแสประสาทระหว่างสมองส่วนหน้าและสมองส่วนท้าย นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น การเคลื่อนไหวนัยน์ตา และการได้ยินด้วย
    สมองส่วนท้าย (Hindbrain)
    ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่
  • ซีรีเบลลัม (Cerebellum) ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว และควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว
  • พอนส์ (Pons) เป็นส่วนที่อยู่ติดกับสมองส่วนกลาง ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ควบคุมการเคี้ยวอาหาร การเคลื่อนไหวใบหน้า และการหายใจ
  • เมดัลลา (Medulla) เป็นส่วนที่อยู่ท้ายสุดติดกับไขสันหลัง เป็นทางผ่านของกระแสประสาท และควบคุมการทำงานของระบบประสาทเหนืออำนาจจิตใจ เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ การไอจาม เป็นต้น

ความผิดปกติของสมอง

สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมการตอบสนองด้านพฤติกรรม การเรียนรู้ และการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ด้วย ดังนั้น ความผิดปกติของสมองจึงมักส่งผลรุนแรงต่อร่างกาย ยกตัวอย่างความผิดปกติที่พบบ่อย ได้แก่

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

สาเหตุมักเกิดจากการมีไขมันในเลือดสูง เป็นโรคอ้วน และความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดสมองอุดตันและแข็งตัว จนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หากรุนแรงอาจถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตกได้ อาการที่เกิดขึ้นคือ รู้สึกวิงเวียน อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไปจนถึงเป็นอัมพาตและอาจเสียชีวิตได้

โรคอัลไซเมอร์ (Alzimer)

เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองตามธรรมชาติ ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมักสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้ ความจำเลอะเลือน เนื่องจากสมองส่วนดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

สมองเกิดการกระทบกระเทือน

สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ อาการที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าสมองส่วนไหนถูกกระทบกระเทือน เช่น การสูญเสียการมองเห็น สูญเสียความทรงจำ ควบคุมการทรงตัวไม่ได้ จนถึงเป็นอัมพาต

โรคสมองอักเสบ (Encephalitis)

มักเกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไวรัส ทำให้เนื้อสมองเกิดความบาดเจ็บเสียหาย อาการที่พบได้ระยะแรกคือ มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย หากรักษาไม่ทันจะมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น สับสน มึนงง กล้ามเนื้อบางส่วนหมดความรู้สึก มีปัญหากับการพูดและการได้ยิน ไปถึงขั้นหมดสติ

โรคเนื้องอกในสมอง

เป็นโรคที่พบได้ทุกวัย ก้อนเนื้อในสมองที่มีขนาดใหญ่ แม้ไม่ใช่เนื้อร้าย ก็อาจไปกดทับเนื้อสมองส่วนข้างเคียง ทำให้เกิดอาการผิดปกติหลายอย่าง เช่น ปวดศีรษะรุนแรงโดยเฉพาะตอนตื่นนอนและช่วงกลางคืน อาเจียนอย่างควบคุมไม่ได้ การมองเห็นแย่ลง เกิดอาการชา แขนขาอ่อนแรง ทรงตัวไม่ได้ เดินเซ การเรียนรู้ถดถอย อาจรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถพูด อ่าน และเขียนได้ จนถึงมีอาการชักและหมดสติกะทันหัน

การดูแลสมองให้มีประสิทธิภาพ

หมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ
อย่างที่รู้กันว่า การเรียนรู้ การอ่าน การฟัง และการคิด จะช่วยเพิ่มโครงข่ายการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทให้ซับซ้อนขึ้น ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงความคิด และวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นได้ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็อย่าหยุดที่จะเรียนรู้
ทานอาหารที่ดีต่อสมอง
อาหารจำพวกปลา ไข่ ผักใบเขียว ใบแปะก๊วย และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ล้วนอุดมด้วยโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามินหลายชนิด ซึ่งช่วยบำรุงการทำงานของสมองและระบบประสาท เพราะฉะนั้น ถ้าอยากมีสมองดี อย่าละเลยการทานอาหารเหล่านี้ล่ะ
หลีกเลี่ยงความเครียด
รู้หรือไม่ว่าอารมณ์มีผลต่อการเรียนรู้? หากเราอยู่ในอารมณ์ที่เคร่งเครียดขุ่นมัว สมองเราจะขาดสมาธิ และตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ได้ช้าลง นั่นทำให้การเรียนรู้ขาดประสิทธิภาพไปด้วย นอกจากนี้ ความเครียดยังส่งผลให้สารเคมีในสมองผิดปกติ และยังทำให้เรากระวนกระวาย นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้สมองไม่ปลอดโปร่งและสั่งการช้าลงด้วย
ระมัดระวังไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน
สมองที่บาดเจ็บเสียหายจะส่งผลร้ายแรงมากมายต่อการดำรงชีวิต และหากเกิดขึ้นแล้วมักแก้ไขไม่ได้ ดังนั้น ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลให้สมองกระทบเทือน เพื่อป้องกันความผิดปกติที่จะเกิดตามมาด้วย

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้